วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย เทรนด์ใหม่หรือภัยร้ายของลูก
                                                                                                ธิดา พิทักษ์สินสุข

ภาพจากthecutekid.com
                  ถ้าจะเปรียบกันระหว่างเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยกับเป็นหนุ่มเป็นสาวสมวัย  ดูเหมือนว่าสมวัยดูจะเป็นคำตอบที่ทุกคนเลือกให้กับลูก  ด้วยความความพอเหมาะพอดีเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง  เป็นความไม่มากไม่น้อยจนเกินงาม แต่ด้วยความรักมักจะทำให้เส้นของความพอดีย้ายจุดไปสู่ความเกินพอดีได้โดยง่าย  

อาการร่วมของเป็นหนุ่มเป็นสาวเกินวัยมักออกมาในรูปแบบของการแต่งกาย การ แต่งหน้าทาปาก ทาเล็บ ทำสีผม  การโฆษณาชวนเชื่อ  ดูจะมีอิทธิพลต่อพวก ก่อนวัย ได้ดี  เครื่องประทินผิว และเสื้อผ้าเครื่องประดับ  ล้วนแล้วแต่ทำให้ต้องสิ้นเปลืองเงินทอง แถมยังปิดปังความน่ารักน่าเอ็นดูของวัยเด็กไปอย่างน่าเสียดาย   

      ในบ้านที่มีฐานะไม่ดีนักยิ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เด็กๆ หลายคนต้องเจียดเงินค่าอาหารกลางวันที่บำรุงกำลัง บำรุงสมอง ไปซื้อเครื่องสำอาง เสื้อ ผ้า แล้วเครื่องสำอางที่พอมีกำลังซื้อ คุณภาพก็เป็นไปตามสนนราคาที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวพรรณอ่อนใสของวัยแรกรุ่นอีกด้วย  หากสตางค์ไม่พอก็อาจเป็นที่มาของการหาเงินมาผิดวิธี  เพาะนิสัยของความมือไว หยิบฉวยเงินทองของเพื่อนของพ่อแม่เพื่ออุปกรณ์สู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาว  เสื้อผ้าที่ทำให้สะท้อนความเป็นหนุ่มเป็นสาวกว่าวัยนั้นส่วนใหญ่มักจะเน้นการแสดงทางเพศที่ชัดเจน เช่น เสื้อคอลึก รัดรูป กระโปรงสั้น  กางเกงเอวต่ำ อย่างนี้จะทำให้เกิดการถึงเนื้อถึงตัวกันได้โดยง่าย  การเป็นหนุ่มเป็นสาวแบบนี้ถือว่าเป็นภัยร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย การเป็นหนุ่มเป็นสาวเกินวัยแบบนี้ดูไม่เป็นที่น่าเอ็นดูสำหรับผู้หลักผู้ใหญ่เข้าข่ายแก่แดดแก่ลม สำหรับเพื่อนวัยเดียวกันก็ไม่วายโดยหมั่นไส้  ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งจนถึงขั้นทำร้ายกันก็มีให้เห็นกันอยู่ 

แต่หากความเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยนั้น เป็นการเติบโตที่แสดงออกถึงความสามารถของคิดการพูดที่เป็นเหตุผล อย่างเช่นที่เราเห็นเด็กพูดจาฉะฉานแสดงความคิดเห็นที่ได้อย่างน่าฟัง  แสดงออกถึงศักยภาพในการค้นหาความรู้และการลงมือทำสิ่งต่างๆ ที่สะท้อนมุ่งมั่นตั้ง ใจจริง เช่น เด็กที่สามารถประกอบและบังคับหุ่นยนต์ที่ประดิษฐ์ขึ้นด้วยตนเอง เด็กที่พยายามค้นหาวิธีและนำกลุ่มอาสาสมัครเด็กด้วยกันช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลายในชุมชน การช่วยเหลือและรับผิดชอบภารกิจของครอบครัว เช่น ช่วยส่งของ จัดหน้าร้าน อย่างนี้ถือว่าการเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยที่น่าชื่นชม น่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่เราควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับลูกหลาน เรา

อะไรเป็นเหตุและหนทางให้ลูกหลานของเราหนุ่มสาวเกินวัยจนเป็นภัยร้าย     

การแสวงหาตัวแบบในช่วงวัยแรกรุ่น
เด็กๆ ในช่วงของวัยแรกรุ่นนั้นเป็นวัยที่ต้องการหาแบบอย่าง หาฮีโร่ที่มากไปกว่าคนในครอบครัว ดารา นักร้อง นักแสดงกลายเป็นฮีโร่ในใจเด็ก คนเก่ง คนเด่น คนดัง ของวัยแรกรุ่น คือคนที่อยู่หน้าจอทีวี   เพราะทีวีกลายเป็นเพื่อนสนิทที่เข้ามาคลุกคลีอยู่ในบ้านและดูเหมือน ว่าจะมีเวลาอยู่กับเด็กๆ มากกว่าคนในครอบครัว   สื่อจึงมีอิทธิพลต่อค่านิยม ต่อแรงจูงใจของเด็กๆ โดยไม่รู้ตัว นักร้องนักแสดงนำเสนอรูปลักษณ์ภายนอกที่มาพร้อมกับความสุขความบันเทิง ทำให้เด็กหลายคนหลงไหลไปตามกระแสความเด่นความดัง เขาเหล่านั้นจึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาของเด็กๆ ในแต่ละวัน ในขณะที่พ่อแม่ของลูกวัยทั้งพรีทีน และวัยทีนเอจ  ก็ดูจะกลายเป็นความน่ารำคาญใจเพราะไม่เข้าใจวิธีการดูแลลูกวัยนี้ ที่โตเร็วจนพ่อแม่ปรับตัวไม่ทัน  ยังคงจ้ำจี้จ้ำไชให้เป็นที่หงุดหงิดใจวัยโจ๋ทั้งหลาย  เด็กๆ ก็ค่อยๆ เคลื่อนใจออกจากบ้านสู่สังคมของคนวัยเดียวกัน สู่กระแสของวัยรุ่น  บนเวทีของนักร้อง นักแสดงวัยรุ่นนั้นนอกจากนำเสนอความสามารถในวิชาชีพแล้วยังนำเสนอการแสดงออกที่เป็นความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย กริยาท่าทาง  การพูดจา  ลูกหลานของเราก็เลียนแบบการพูดการแสดง ออกที่เกินจริงมาสู่ชีวิตจริง  การนำแบบอย่างที่เห็นแล้วโดนใจวัยรุ่น  จึงเป็นส่วนที่ทำให้เด็กๆ ของเราเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

ถ้าพ่อแม่มีความใกล้ชิดกับลูก ไปร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นสำหรับวัยของลูกบ้าง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ชมคอนเสริสต์   ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจากสิ่งที่เห็นกับลูกและเพื่อนของลูก  จะมีส่วนทำให้เราเข้าใจความต้องการของวัยของลูกที่เรามักจะลืมเลือนไป  และทำให้เราสามารถจัดใจเราให้ประนีประนอมกับลูกได้ ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป    ลูกก็จะเปิดใจรับฟังคำแนะนำของเราได้ดีกว่าพ่อแม่ที่เอาแต่สั่งสอนโดยไม่รู้ ไม่เข้าใจเพราะไม่ได้คิดที่จะเข้าไปอยู่ในใจลูก

อ่อนซ้อมต่อการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจเลือก
            เด็กๆ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ฝึกการคิดได้ลงมือทำ ได้ตัดสินใจมาตั้งแต่เล็กๆ  มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ไม่ค่อยให้เด็กได้ลงมือทำอะไรต่ออะไรที่ควรทำได้ตามวัย  พ่อแม่ที่ใจร้อน ขี้รำคาญมักไม่รอให้ลูกคิด ไม่รอให้ลูกทำด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นการทำลายโอกาสที่ลูกจะได้เติบโตทางความคิด ทำให้ง่ายที่จะถูกชักจูง หรือเชื่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาโดยการไตร่ตรอง  ไม่รู้ว่าจะคิดจะตัดสินใจอย่างไร จึงเป็นไปตามกระแสโดยไม่รู้ตัว
               
               การที่พ่อแม่ได้ฝึกฝนให้ลูกคิด ไตร่ตรอง รับฟังลูก จะทำให้ลูกเป็นคนที่คิดก่อนลงมือทำเสมอว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควรทำ มีประโยชน์หรือไม่มี  การหมั่นวิเคราะห์บ่อยๆ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของลูก  เมื่อเด็กๆ เริ่มโตขึ้นพ่อแม่ก็จะไม่มีโอกาสได้ติดตามไปช่วยคิด ช่วยทำเหมือนตอนลูกยังเล็ก เราต้องฝึกให้ลูกได้เติบโตอย่างคนที่คิดเป็นเพื่อพร้อมที่จะยืนได้ด้วยตนเองอย่างมั่นคง

ห่างเหินต่อการพูดคุยเพื่อสร้างค่านิยมร่วมกัน
            เด็กหลายต่อหลายคนขาดโอกาสที่ได้พูดคุยกันเพื่อให้ลูกได้รู้ถึงบรรทัดฐานของครอบ ครัวในเรื่องการแต่งกาย การวางตัวที่ชัดเจน ขาดโอกาสดูแลให้ลูกปฏิบัติตนตามค่านิยมของครอบครัว   รวมไปถึงพ่อแม่เองก็ไม่ชัดเจนในเรื่องค่านิยมเพราะตามกระแสไปเรื่อย หรือสนุกที่จะแต่งตัวลูกให้เกินวัยมาตั้งแต่วัยอนุบาลก็ให้ลูกทำสีผม ไฮไล้ท์ ทาเล็บ แต่งตัวเป็นสาวกว่าวัยไปเป็นสิบปี ทำให้ลูกเกิดความสับสนคิดว่าการแต่งเนื้อแต่งตัวเกินวัยนี้เป็นสิ่งที่ดี  พ่อแม่ต้องตระหนักว่าตนนั้นมีบทบาทสำคัญมากต่อการสร้างค่านิยมที่ดีให้กับลูก   ให้พูดสิ่งที่เป็นค่านิยมที่ถูกต้องของครอบครัวให้ลูกฟังบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าของคนอยู่ที่ความดี ความ สามารถ ความมุ่งมั่น  ค่านิยมในเรื่องของการแต่งกาย กริยามารยาทที่ครอบ ครัวของเราเห็นว่าเหมาะสม และตัวเราก็ต้องมีการปฏิบัติที่ตรงกับสิ่งที่พูด และชื่นชมเมื่อลูกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ชวนลูกพูดคุย วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงสิ่งที่เห็นจากผู้คนรอบตัว และที่ปรากฏในรายการทีวี ในแมกกาซีนต่างๆ และเชื่อมโยงถึงการปฏิบัติของลูก

ไม่ได้รับการเห็นคุณค่า จึงแสวงหาความโดดเด่น
            ในช่วงวัยแรกรุ่นเป็นวัยที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาว จะโตก็ไม่โตเสียทีเดียว ส่งผลถึงภาวะจิตใจที่สับสนในตนเอง การวางตัวก็กระโดกกระเดก จิตใจของเด็กวัยนี้จึงแสวงหาผู้นำทางความคิดและการกระทำ  ถ้าพ่อแม่มีความใกล้ชิด หมั่นพูดคุยกับลูกจะมีหลักคิดและหลักยึด  ไม่เป็นพ่อแม่ที่จะคอยออกคำสั่ง  กำกับ หรือปล่อยปละละเลย  ในขณะที่ธรรมชาติของเด็กวัยนี้พยายามที่จะแสวงหาเอกลักษณ์ของตัวเอง  หากเราช่วยให้ลูกของเราได้ค้นพบความสามารถและมีความพึงพอใจในตัวเอง  บอกตัวเองได้ว่าตนเป็นที่พึงพอใจของคนในครอบครัวและคนรอบข้าง ลูกก็จะมีความมั่นคงทางจิตใจ ไม่ต้องทำตัวให้แปลกเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือทำให้ตัวดูเด่นด้วยวิธีต่างๆที่น่าดูบ้างไม่น่าดูบ้าง ไม่ต้องแต่งตัวโฉบเฉี่ยวเพื่อสนองความรู้สึกพร่องในตัวเอง
               
                  แต่หากลูกของเราเติบโตมาด้วยความรู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่ ช่วยให้ค้นพบความสามารถของเขาและเราชื่นชม ให้กำลังใจ  รู้สึกว่าพ่อแม่เห็นคุณค่าในตัวเขา ไม่เปรียบเทียบลูกกับพี่หรือน้องตลอดจนคนข้างบ้างให้ลูกรู้สึกด้อยและอิจฉา ลูกก็จะเติบโตอย่างสมวัยพร้อมกับความมั่นคงที่อยู่ภายใน

ให้เวลากับการจับจ่ายมากกว่าให้เวลาดีๆที่บ้าน
            สิ่งสำคัญมากที่ทำให้ลูกของเราเติบโตภายใน หรือแสดงออกอย่างสมวัยนั้น ขึ้นกับความรู้สึกที่ดีต่อการมีชีวิตที่อบอุ่น การได้ลงมือทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุขในบ้าน ได้พูดคุยกัน  หากแต่เราหาความสุขอย่างง่ายๆ ด้วยการจับจ่ายใช้สอย ไปห้างสรรพสินค้าทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เด็กๆ ก็จะคุ้นเคยกับชีวิตที่แวดล้อมด้วยแฟชั่น สิ่งสวยงาม เสื้อผ้าแพรพรรณนานาชนิด  บทสนทนาของเราก็ล้วนแต่เป็นไปด้วยเรื่องของวัตถุ เรื่องของการบริโภค อย่างนี้ไม่เอื้อให้ลูกเติบโตอย่างคนที่รู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณ อย่างมีสติ เพราะใช้เวลากับความสุขแบบฉาบฉวย

                ความรักความอบอุ่นในครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตภายในจิตใจของลูก  และส่งผลให้มีการแสดงออกได้น่ารักอย่างสมวัย

ใช้ชีวิตในโรงเรียนอย่างไรให้เป็นสุข

โดย ธิดา พิทักษ์สินสุข

               การเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นแบบฝึกหัดเลียนแบบการใช้ชีวิตจริงในสังคมภายนอกที่มีครูและพ่อแม่ร่วมมือกันคอยประคับประคอง  ให้ลูกได้เรียนรู้และมีค่านิยมที่ดีติดตัวของเขาไป  เมื่อลูกเข้าโรงเรียน  นอกจากเรื่องเรียนแล้วเราคงอยากให้ลูกเป็นที่รักของเพื่อน เป็นที่ยอมรับของครู  แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง  ไม่ใช่ต้องยอมเพื่อน เอาใจเพื่อนจนไม่เป็นตัวของตัวเอง 

องค์ประกอบของความสุข
การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโรงเรียนนั้น จะต้องมีองค์ประกอบของความสุข ๒ อย่างด้วยกัน
ประการแรก คือ นิสัยดีๆ ที่เพื่อนอยากคบด้วย 
                 ถ้าลูกของเราอยู่ด้วยแล้วกลุ่มมีความสุข นำความสำเร็จมาให้กลุ่ม ใคร ๆ ก็อยากให้ลูกเข้ากลุ่ม ในทางตรงข้ามถ้าลูกเข้ากลุ่มกับใครแล้ววงแตก  ทำให้กลุ่มทะเลาะกัน เอาแต่ใจ เอาเปรียบ อย่างนี้ไม่นานก็ไม่มีใครอยากคบหาด้วย  ปัญหาเรื่องเข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้  ก็จะทำให้ลูกน้ำตาตก  ไม่อยากไปโรงเรียน คราวนี้ก็ถึงคราวที่พ่อแม่จะน้ำตาตก ทุกข์ใจไปกับลูก 
ประการที่สอง คือ ลูกจะมีความสุขได้ต้องเป็นตัวของตัวเอง  
                การพยายามตามใจเพื่อน   คอยเอาใจเพื่อนก็จะทำให้ตัวเองไม่เป็นสุข       บางคนยอมเป็นเจ้าบุญทุ่มของมาแจกเพื่อน   บางคนยอมเป็นตัวตลกในกลุ่ม   บางคนยอมเป็นลูกไล่    เพียงให้เพื่อนยอมรับ  เราคงอยากให้ลูกของเราเป็นที่ยอมรับของเพื่อนได้อย่างสง่างาม  ไม่สูญเสียความแป็นตัวของตัวเอง  คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราจะทำอย่างไรดีที่จะช่วยสนับสนุนให้ลูกได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างมีความสุข

การส่งเสริมสนับสนุนของพ่อแม่เพื่อให้ลูกมีความสุขที่โรงเรียน                 
๑. สอนให้ลูกรู้จักการรอคอย ไม่เอาแต่ใจตัว
               ลูกต้องรู้จักรอคอยเป็น ไม่ใช่อะไรฉันต้องได้ก่อน อย่างนี้เพื่อนไม่อยากคบ  การรอคอยไม่เป็นจะนำไปสู่นิสัยของการเอาแต่ใจตัว     ขี้หงุดหงิดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ   การรอคอยไม่เป็นนี้เกิดจากลูกที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายเอาใจมาก อยากได้อะไรเป็นต้องได้ และได้ทันทีเสียด้วย  ในสังคมจริงไม่มีหรอกค่ะที่จะมีใครมาคอยตามใจได้ขนาดนั้น  ลูกจะลำบากหากมีนิสัยไม่ดีนี้ติดตัวมา การให้ลูกรู้จักการให้โอกาสกับเพื่อน ให้โอกาสกับตัวเอง จะทำให้กลุ่มเด็กๆ อยู่ด้วยกันได้อย่างดี

๒. สอนให้ลูกเป็นคนดี มีน้ำใจ
            คนใจดีใครๆ ก็อยากคบด้วย จริงไหมคะ ต้องสอนให้ลูกมีน้ำใจที่จะช่วยเหลือเพื่อน ช่วยเหลือกิจกรรมหรืองานกลุ่มที่ครูมอบหมายให้   รู้จักแสดงความเห็นอกเห็นใจ เมื่อเพื่อนเดือดร้อน  บาดเจ็บ  ต้องสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน รู้จักคิดถึงคนอื่น รู้ว่าเพื่อนชอบอะไร ก็นึกถึงและเอาของเล็กๆ น้อยๆ ไปฝาก เป็นการแสดงถึงความนึกถึง  แต่การฝึกตรงนี้พ่อแม่ต้องรอบคอบด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นลูกจะเอาของเล่นเป็นเครื่องมือล่อให้เพื่อนมาคบด้วย  อย่างนี้เพื่อนก็ไม่ได้จริงใจด้วย     แค่คบหาชั่วคราวเพื่อให้ได้ของเล่น  
เรื่องของความมีน้ำใจดีนี้  คุณพ่อคุณแม่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกได้เป็นอย่างดีค่ะ เช่น แบ่งมะม่วงให้กับเพื่อนบ้าน  ไปหนองมนมาก็เอาขนมไปฝากเพื่อนที่ทำงาน การเล่าถึงการช่วยเหลืองานเพื่อนร่วมงาน การแสดงความเห็นใจและให้ความช่วยเหลือเมื่อเพื่อนเดือดเนื้อร้อนใจ  อย่างนี้เรียกว่าการสอนลูกด้วยวิธีการเป็นแบบอย่าง ซึ่งเป็นการสอนที่ได้ผลที่สุดค่ะ

๓.สอนให้ลูกรู้จักสร้างข้อตกลง  เคารพกฎกติกา
            สิ่งที่ช่วยให้เด็กๆ อยู่ร่วมกันได้ดีนั้น พ่อแม่ต้องฝึกให้เขารู้จักสร้างข้อตกลง  ฝึกให้เขารักษากฎ กติกา ข้อตกลง  บ่อยครั้งที่พ่อแม่อย่างเราๆ ติดที่จะสั่งโน่น ห้ามนี่โดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้มีทักษะในการกำหนดข้อตกลงด้วยตนเอง  เช่น ให้ลูกเสนอมาว่าถ้าลูกจะออกไปเตะบอลกับเพื่อนลูกจะต้องทำอย่างไรบ้าง  และให้ลูกให้เหตุผลประกอบด้วย  ฝึกให้เขารักษาข้อตกลง  วิธีนี้จะทำให้ลูกกลายเป็นผู้นำกลุ่มที่ดี ที่จะชวนเพื่อนสร้างข้อตกลงที่สมเหตุสมผล และกลุ่มเองก็มีหลักในการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกา  เพื่อนจะยอมรับ นับถือและรับฟังความคิดเห็นของลูก

๔. สอนให้ลูกมีทักษะการเจรจา
            ทักษะการเจรจาที่สำคัญประการแรก คือ ทักษะการเจรจาโน้มน้าว และนำเสนอความเห็น  ทักษะนี้ฝึกได้โดย  ให้ลูกให้เหตุผลเมื่อเขาต้องการอะไร หรือต้องการทำอะไร และเหตุผลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ต่อตนเองและขณะเดียวกันก็ต้องนึกถึงผู้อื่นด้วย  เช่น  อยากให้พาคุณพ่อคุณแม่พาไปสวนสนุก  ให้ลูกให้เหตุผล และให้เสนอว่าจะไปได้อย่างไร ขณะที่ทุกคนก็มีงานอื่นต้องทำ ลูกก็จะพยายามหาเหตุผลมาโน้มน้าว  และเสนอการให้ความช่วยเหลือคนอื่น หรือเสนอทางออกให้ 
               ทักษะการเจรจาที่สำคัญอีกทักษะหนึ่ง คือ ทักษะการเจรจาสันติภาพ  เราจะพบว่าปัญหาทะเลาะกันในกลุ่มเด็กจะลดลงได้ ถ้าเพื่อนในกลุ่มบางคนเสนอทางออกด้วยการเจรจา ด้วยการต่อรอง ด้วยการเสนอทางออก  แทนที่จะใช้กำลัง ใช้วาจารุนแรงต่อกัน  การทำอย่างนี้ลูกจะเป็นที่รักของกลุ่มเพื่อน  เพราะเป็นคนที่สามารถหาทางออกที่ดีให้กับกลุ่มได้    การฝึกฝนลูกในเรื่องนี้ที่ได้ผล คือ การที่เราให้เหตุผลกับลูกอยู่เสมอ  เมื่อลูกทำผิดก็ไม่ใช้ความรุนแรง ด้วยการฟาดการตวาด แต่ใช้การพูดคุยเพื่อให้ลูกสำนึกผิด หรือใช้วิธีการสร้างเงื่อนไขโดยงดสิ่งที่ลูกชอบ เป็นต้น

๕. สอนให้ลูกเป็นคนช่างคิด ช่างทำ
            เด็กๆ ที่ช่างคิด ช่างทำ คือเด็กที่เป็นนักสร้างสรรค์  เพื่อนๆ จะรัก และมักจะเป็นคนที่นำความสำเร็จมาสู่กลุ่มอยู่เสมอ  เวลาที่คุณครูให้เข้ากลุ่มใครๆ ก็อยากให้ลูกเข้ากลุ่มด้วย  การฝึกฝนลูกในเรื่องนี้  คุณพ่อคุณแม่จะต้องหมั่นเรียกลูกมาช่วยงาน เช่น ไปล้างรถกับคุณพ่อ ช่วยคุณแม่ล้างจาน แม่   ให้มอบหมายหน้าที่ประจำในงานส่วนรวมของบ้าน เช่น กรอกน้ำเข้าตู้เย็น ตักข้าวให้ทุกคน
ลูกที่ช่วยทำงานเป็นประจำจะเป็นคนที่จะทำอะไรก็คล่องแคล่ว  ไม่งุ่มง่าม เงอะงะ  ขณะให้ลูกช่วยงานอย่าบ่นว่า  แต่ให้มีบรรยากาศที่ดีของการทำงานร่วมกัน  ให้ชมเชยลูก ยอมรับความผิดพลาดของลูกได้ ทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยงานคุณพ่อคุณ
               นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้เป็นผู้นำเสนอความคิด  และสนับสนุนความคิดของลูกเพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จ  แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ  เช่น ลูกอาจเสนอว่าบ้านเราน่าจะปลูกดอกไม้ที่มีหลายๆ สีบ้าง  อะไรที่เห็นว่าทำได้ก็ควรสนับสนุน ด้วยการชวนกันไปเลือกไม้ดอก แล้วมาปลูกด้วยกัน 

๖. สอนให้ลูกเป็นเด็กดีกับคุณครู  แต่ไม่ชูตัวเองเด่น
               เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนคงสอนให้ลูกเป็นดี  เด็กที่เชื่อฟังคุณครู  หรือให้ช่วยเหลืองานคุณครู แต่อย่าลืมสอนลูกด้วยนะคะว่า จะต้องไม่ทำให้เกินหน้าเพื่อน เพื่อนจะอิจฉาที่ครูมาให้ความสนใจ     หรือชมเชยอยู่ตลอดเวลา ควรสอนลูกให้ชวนเพื่อนทำความดี   เรียกว่าเปิดโอกาสให้เพื่อนสร้างผลงานด้วย  อย่างนี้ครูก็รักโดยไม่เป็นที่น่าหมั่นไส้ หรือเป็นที่อิจฉาของเพื่อน ๆ

               จะเห็นว่าการฝึกฝนให้ลูกเป็นเด็กที่มีทักษะทางสังคมที่ดีดังกล่าวข้างต้นนี้  เป็นการสร้างตัวตนของลูกให้เป็นคนที่มีคุณค่าต่อตนเอง ต่อคนอื่น ลูกจะเป็นที่รักของเพื่อน  โดยไม่จำเป็นต้องไปตามใจเพื่อนจนเสียความเป็นตัวของตัวเอง   และยังเป็นคนที่มีนิสัยที่น่ารัก เป็นเสน่ห์ติดตัว ใครเห็นใครก็รัก ใครเห็นใครก็เอ็นดู

เด็กกับทีวี

โดย ธิดา  พิทักษ์สินสุข
   สำหรับเด็กๆ วัยอนุบาลและวัยประถมดูเหมือนว่าคุณพ่อคุณแม่จะจัดหาทีวีไว้เป็นเครื่องสร้างความบันเทิงให้ลูกน้อย  ให้เป็นทั้งเพื่อนแก้เหงา แก้เบื่อ  ให้เป็นเพื่อนที่พาไปท่องโลกกว้าง  ให้เป็นพี่เลี้ยงยามไม่มีใครมาเล่น มาพูดคุยด้วย  สุดท้ายในหลายบ้านทีวีกลับกลายร่างเป็นเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่แก้ไม่ตก


ลูกปักหลักหน้าจอทีวี มีผลอย่างไร
              ลองเปรียบเทียบดูระหว่างเด็กสองคน  บางวันน้องภูมิออกไปถีบจักรยาน  บางวันก็ออกไปเตะบอลอยู่ที่สนาม บางวันก็ไปช่วยคุณพ่อล้างรถ  แล้วค่อยมานั่งพักดูทีวีนิดหน่อย แล้วไปอาบน้ำ   ส่วนน้องเมย์เอาเวลาเดียวกันนั่งดูทีวีช่อง 3 จบเปลี่ยนไปดูช่อง 5 แล้วก็เปลี่ยนไปดูช่อง9 สลับไปสลับมาจนพลบค่ำ  จะเกิดอะไรกับเด็กสองคนนี้

ผลต่อสุขภาพ   คงได้คำตอบตรงกันว่าสุขภาพของเด็กสองคนข้างต้น  ใครจะดีกว่ากัน  ขณะที่วัยของลูกกำลังเจริญเติบโต ต้องการการออกกำลังกาย  พฤติกรรมของลูกกลายเป็นการนอนเอกเขนก ตาจับจ้องอยู่หน้าจอทีวี แถมบางบ้านยังมีขนมนมเนย  น้ำหวานพร้อมขนมกรุบกรอบ เอื้อให้ลูกปักหลักอยู่แต่หน้าจอทีวี  เรากำลังทำอะไรกับสุขภาพของลูก  หากเป็นเช่นนี้นานๆ ไม่รีบปรับวิถีชีวิตใหม่ โรคอ้วน  โรคอืดอาด และความอ่อนแอก็จะถามหา   ขณะเดียวกันความกระตือรือร้นที่อยากทำโน่นทำนี่ก็จะลดลง   คิดออกอย่างเดียวว่าจะเปิดทีวีดู  เพราะเป็นความสุขที่หาได้ง่ายเพียงแค่หยิบรีโมทเท่านั้น  

ผลต่อการคิดและแก้ปัญหา  แต่ละวันของน้องภูมิที่มีกิจกรรมที่หลากหลาย  คือประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้คิด  ได้ทดลอง  เกิดการค้นพบและฝึกฝนที่จะแก้ปัญหา รวมถึงได้สร้างสรรค์วิธีการเล่นใหม่ๆ  น้องภูมิเกิดการเรียนรู้มากมายจากการลงมือทำด้วยตนเอง  ขณะที่น้องเมย์ที่เอาแต่ดูทีวี  การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะเทียบกันไม่ได้  ถ้าเป็นอย่างนี้จากวัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นปี  ทีวีก็จะเป็นตัวสกัดกั้นพัฒนาการด้านสติปัญญาของลูกอย่างน่าเสียดายทั้งๆที่เป็นช่วงที่สมองของลูกจะกำลังเติบโตและพัฒนา

ผลต่อการเอาแต่ใจและทักษะทางสังคม  เมื่อลูกอยู่กับทีวีตามลำพัง  ลูกควบคุมทุกอย่างได้หมด  ไม่ชอบใจช่องที่ดูอยู่ก็เปลี่ยนไปดูอีกช่อง  เบื่อไม่อยากดูแล้วก็กดปุ่มเปลียนช่องไปอีก ทีวีก็ไม่เคยขัดใจ  ลูกก็เคยชินกับการทำตามใจตัวเอง  ลูกที่อยู่กับทีวีตามลำพังเสมอๆ  วันใดที่คุณพ่อคุณแม่มานั่งดูทีวีด้วย  คุณพ่อคุณแม่ก็จะรู้ว่าตัวเองนั้นได้เสียสิทธิที่จะได้เลือกช่องตามต้องการ  เพราะเมื่อเปลี่ยนช่องคราใดก็จะตามด้วยเสียงโวยวายของลูกที่ไม่ยอมถูกขัดใจ  การอยู่กับทีวีกับการอยู่กับผู้คนก็จะต่างกัน เพราะถ้าอยู่กับผู้คนเด็กๆ  ก็จะเรียนรู้ที่จะต้องปรับตัว  รู้จักการพูดจาต่อรอง  การประนีประนอม  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความต้องการระหว่างกัน นั่นคือ ลูกจะเกิดการพัฒนาทักษะทางสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น 

ผลต่อการเรียนในชั้นเรียน  เมื่อลูกอยู่หน้าจอทีวีภาพในจอทีวีมีการเคลื่อนที่ที่เร็วมาก  มีการตัดต่อภาพหลายภาพให้ปรากฏในแต่ละนาที  ลูกก็จะเคยชินกับความเร็ว  เหมือนกับที่เราคุ้นเคยกับการทำงานกับคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง เมื่อต้องทำงานกับรุ่นที่มีความเร็วต่ำกว่าที่เคยใช้ เราจะรู้สึกหงุดหงิดทันที  ลูกของเราก็เช่นกันเมื่อเคยชินกับความเร็ว ก็ไม่ค่อยจะอดทนที่นั่งทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลา เช่น การอ่านหนังสือ  การทำงานที่ต้องใช้ความประนีต  ไม่ค่อยจะอดทนรอ  ไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อกับการเรียน   
นอกจากนี้เด็กที่ติดทีวี มักจะทำให้มีผลต่อสิ่งที่คุณครูมอบหมายให้กลับมาทำที่บ้าน  เช่น การทบทวนหรือค้นคว้า เรื่องที่เรียน  หรือการทำการบ้าน  เมื่อคุณแม่เตือนให้ทำก็จะผลัดไปเรื่อยๆ  จนเริ่มค่ำก็ยังไม่ได้ทำการบ้าน  เกิดศึกระหว่างแม่กับลูก  เด็กที่ติดทีวีก็จะนอนดึกและเมื่อถูกปลุกไปโรงเรียนตอนเช้าก็จะเริ่มวันด้วยความหงุดหงิด  งัวเงียไม่ยอมรับประทานอาหารเช้า  พอมาโรงเรียนเรียนไปไม่นานก็จะทั้งหิว ทั้งง่วง ปนหงุดหงิด ไม่เป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของลูกอย่างมาก

อาการของลูกที่ส่อแววว่าทีวีจะมีภัย  
หากลูกของเรานั่งอยู่หน้าจอตอนเย็นนานกว่าการทำกิจกรรมอื่นๆ รวมกัน  ลูกดูทีวีดึกทำให้นอนไม่พอมีอาการหงุดหงิดตอนตื่นนอนเช้า  ลูกขาดความกระตือรือร้น  อ้วนและไม่ชอบออกกำลังกาย  ครอบครองทีวีเป็นของส่วนตนไม่ใช่ของส่วนรวม  ไม่มีสมาธิในการเรียน อย่างนี้ต้องเริ่มจัดการกับการดูทีวีของลูกโดยด่วนแต่อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทำอย่างไรให้ทีวีไม่มีภัยแต่ให้คุณค่า
            เลือกรายการที่ดี  และอยู่ดูกับลูก  รายการทีวีบางรายการให้ความรู้สู่โลกกว้างกับลูก  บางรายการก็นำความบันเทิงใจมาสู่ลูก  ชวนลูกวิเคราะห์ดูว่าเรื่องที่ดีนั้นให้ข้อคิดอะไรกับลูกบ้าง  อะไรที่ควรทำตามอย่าง อะไรที่ไม่ควรทำ  ให้รายการทีวีเป็นเรื่องที่นำมาให้ลูกได้เกิดการเรียนรู้ การปล่อยให้ลูกอยู่กับทีวีลำพังกับบางรายการ  ย่อมเป็นผลเสียเพราะลูกยังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ยังต้องการการชี้แนะจากผู้ใหญ่
กำหนดเวลาในการดูทีวี  กำหนดเวลาในการดูทีวีให้แน่นอน พยายามลดเวลาในการดูทีวี ด้วยการชวนลูกทำกิจกรรมอื่นแทน เช่นการเล่นของเล่น  การเล่นออกกำลังกาย การช่วยงานคุณพ่อคุณแม่  
ดูทีวีให้ถูกที่ ถูกเวลา ไม่ควรให้ลูกทำการบ้าน ค้นคว้าหรือทบทวนเรื่องเรียน  หน้าจอทีวี  ไม่อย่างนั้นทำไม่เสร็จซักที  จะพบว่าในรายที่คุณแม่ให้ลูกทำการบ้านให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเปิดทีวี จะประสบความสำเร็จดีกว่าให้ดูทีวีก่อนทำการบ้าน  เพราะเหมือนกับว่าเมื่อลูกรับผิดชอบหน้าที่เรียบร้อย ก็จะได้ดูทีวีเป็นการให้รางวัล   ควรจัดที่ทำการบ้านอ่านหนังสือที่ปราศจากทีวีรบกวนสมาธิ  ไม่ควรให้ลูกดูทีวีไปทำการบ้านไป หรือดูทีวีไปรับประทานอาหารไป  เพราะจะใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จ   คุณแม่บางคนสร้างปัญหาให้กับตัวเองด้วยการเปิดทีวี เปิดวิดีโอให้ลูกดูการ์ตูนตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน   คราวนี้ก็ต้องออกรบกันทุกวันที่จะให้ลูกยอมปิดทีวีแล้วไปโรงเรียน 

เอสโอเอส ทำอย่างไรลูกติดทีวีไปแล้ว
               ก่อนอื่นเลยต้องถามตัวเองก่อนว่าคุณพ่อคุณแม่มีความตั้งใจจริงหรือไม่ที่จะปรับพฤติกรรมการดูทีวีของลูก  เพราะระยะเวลาของการปรับความเคยชินนั้น  คุณพ่อคุณแม่ต้องกำกับดูแลด้วยความเอาใจใส่   ให้กำลังใจและชื่นชมลูกทันทีที่ลูกมีพฤติกรรมเป็นไปตามความคาดหวัง  และต้องแสดงท่าทีชัดเจนเพื่อยืนยันให้ลูกเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่มีความตั้งใจให้ลูกเกิดการเปลี่ยนแปลง  และต้องติดตามอย่างต่อเนื่องจนกว่าลูกจะเปลี่ยนจากกิจวัตรเดิมที่อยู่หน้าจอที่ดีให้ได้ ถ้ามั่นใจว่ามีความตั้งใจจริง  ลูกก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมได้
·      ให้ลูกมีส่วนร่วมกำหนดเวลาของการดูทีวี  พูดคุยกับลูกถึงผลของการติดทีวีที่ให้ผลเสียกับลูก  แล้วช่วยกันสร้างข้อตกลงว่าจะค่อยๆ ลดเวลาการดูทีวีอย่างไร  เอาทีละขั้นให้ลูกพอจะทำได้  มีความเป็นไปได้  แล้วประสบความสำเร็จไปทีละขั้นตอน  อย่าลืมชื่นชมเมื่อลูกทำได้  จะได้เป็นกำลังใจให้ทำดีต่อไปอย่างต่อเนื่อง
·      ตกลงให้ลูกรู้ว่าทีวีนั้นเป็นของส่วนกลาง  ไม่ใช่ของที่ลูกจะจับจองอยู่คนเดียวเพราะฉะนั้น บางเวลาก็เป็นรายการโปรดของคุณพ่อ  บางรายการก็เป็นรายการโปรดของคุณแม่ 
·      ควรพูดคุยกับลูกเพื่อที่นำทีวีออกไปจากห้องนอนของลูก ให้มาอยู่ที่ส่วนกลางของบ้าน  หรือหาวิธีที่จะเอาทีวีไปซ่อม   แล้วไม่ควรเอากลับเข้าห้องนอนลูกอีก
·      ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านควรเห็นพ้องต้องกันและปฏิบัติกับลูกไปในทิศทางเดียวกัน   
                             
ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ประสบความสำเร็จในการปรับพฤติกรรมของลูกในเรื่องการดูทีวี  และหากจัดการเรื่องทีวีได้  การฝึกวันัยเรื่องอื่นใดก็ไม่ใช่เรื่องยาก 


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สอนลูกอย่างไรให้ “แพ้เป็น”

โดย ธิดา พิทักษ์สินสุข
ภาพจาก thaicenema.com
            
เราเรียนรู้กันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่า  การเล่นกีฬาทำให้เราเรียนรู้ที่จะมีน้ำใจนักกีฬา  รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย    แต่ดูเหมือนว่าการแข่งขันกีฬาของผู้ใหญ่ในสายตาของเด็กๆ กลับเป็นเรื่องของการมุ่งเอาชนะ  ยิ่งมีการพนันขันต่อเข้าไปร่วมด้วยยิ่งทำให้การมุ่งเอาชนะ ทั้งเข้มข้นทั้งดุเดือดแบบเอาเป็นเอาตาย  คนดูไม่พอใจการแข่งขันขว้างปาขวดน้ำเข้าไปในสนาม  ผู้แข่งขันชกกรรมการเมื่อผลการตัดสินไม่เป็นที่พอใจ  กีฬากลับนำมาซึ่งความก้าวร้าว  รุนแรง  รับไม่ได้กับความพ่ายแพ้  ทั้งเป็นผู้ลงสนามเอง ทั้งเป็นผู้ชม 
                 การมีน้ำใจนักกีฬานั้น เป็นเรื่องของอุปนิสัยของการรู้แพ้ รู้ชนะ ซึ่งเกิดการอบรม บ่ม นิสัย มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ให้รู้จักที่จะยอมรับความพ่ายแพ้  ขณะเดียวกันก็ไม่ลิงโลดหลงระเริงไปกับชัยชนะ การเรียนรู้ที่จะอยู่ได้กับความพ่ายแพ้ และใช้ความพ่ายแพ้เป็นบทเรียนของการเรียนรู้  หากแพ้เป็นก็จะได้ผลลัพธ์ คือ   ความอดทน อดกลั้น กล้าหาญที่จะเผชิญกับความพ่ายแพ้  ลุกขึ้นมาเพียรพยายามใหม่   การแพ้เป็นจึงเป็นเหมือนวัคซีนที่ค่อยๆ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับจิตใจ 
                คงเห็นด้วยนะคะว่าในชีวิตนั้น  การแข่งขัน  การแพ้ ชนะ ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในสนามกีฬาเท่านั้น แต่มีชีวิตของเรานอกสนามกีฬา  ที่ต้องเผชิญกับการสมหวังและผิดหวังในเกมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเรียน  การงาน และแม้แต่ในเรื่องของความรัก  เราจะช่วยให้ลูกของเราแข็งแกร่งได้อย่างไรเพื่อพร้อมกับการรับมือการแข่งขันที่เกิดขึ้นทั้งนอกและในสนามการแข่งขัน

เรามาหยอดวัคซีน แพ้ให้เป็น ให้ลูกของเราตั้งแต่ยังเล็กกันดีกว่า

เล่นเกมกับลูก ก็ไม่จำเป็นต้องให้ลูกชนะไปเสียทุกที
                สังเกตดูนะคะว่าเวลาเห็นพ่อลูกเล่นกันทีไร  พ่อเป็นแพ้ลูกไปเสียทุกครั้ง ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะคะ หัดให้ลูกแพ้บ้าง  ให้ลูกยอมรับความเป็นจริงว่าการแข่งขันกันนั้นก็มีแพ้มีชนะ การเห็นลูกหัวเราะชอบใจกับชัยชนะ ทำให้พ่อใจอ่อนทุกครั้งที่จะต้องยอมเป็นฝ่ายแพ้ อย่างนี้เรียกได้ว่าไม่ได้หยอดวัคซีน แพ้ให้เป็น ให้กับลูกแล้วนะคะ  ลองให้แพ้ดูบ้าง  ครั้งแรกจะพาลพาโล  ยอมรับไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรค่ะ พอลูกอารมณ์ดีก็ชวนมาเล่นกันใหม่ให้แพ้บ้างชนะบ้าง    

 อย่างสร้างนิสัยขี้หมั่นไส้  แต่หัดให้ชื่นชมคนอื่น
            ลักษณะหนึ่งที่เป็นตัวช่วยที่ดีของความมีน้ำใจนักกีฬา คือ การสอนให้ลูกรู้จักชื่นชมผู้อื่นเพราะการชื่นชมคนอื่นนั้น มีฐานมาจากการยอมรับความสามารถหรือผลงานของผู้อื่น  ที่จะนำไปสู่การพัฒนาตนสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้นจากการมองเห็นความดีของผู้อื่น การชื่นชมจึงเป็นส่วนผสมที่สำคัญอย่างหนึ่งของความมีน้ำใจนักกีฬา   สิ่งที่ทำแล้วได้ผลดีที่สุด คือ การเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่นั่นเองค่ะ นอกจากชื่นชมคนอื่นแล้ว ต้องลดอาการขี้หมั่นไส้คนลง  เพราะนั่นคือ บ่อเกิดการไม่ยอมรับความสามารถและการแสดงออกของบุคคลอื่น  คนขี้หมั่นไส้จะหาความสุขในชีวิตได้ยาก  ส่วนคนที่ชื่นชมใครไม่เป็น ก็จะหามิตรได้ยากด้วยเช่นกัน   

อย่ามองแต่ถ้วยรางวัล  มากกว่ามองให้เห็นถึงใจลูก 
ภาพจาก Thaicenema.com
                พ่อแม่ทุกคนนั้นย่อมจะมีความสุขเมื่อเห็นความสำเร็จของลูก แต่ต้องตั้งสติให้ดีนะคะ เพราะหากลูกเป็นเด็กที่มีความสามารถและได้ชัยชนะในสนามแข่ง ไม่ว่าจะแข่งเรียงความ หรือแข่งกีฬาก็ตาม พอได้ซักสองสามรางวัล คราวนี้คุณพ่อคุณแม่อาจพลัดหลงไปเป็นพ่อแม่นักล่ารางวัลโดยไม่รู้ตัว  เพราะรางวัลที่ลูกได้รับ คือ ภาพสะท้อนว่าคุณเป็นพ่อแม่ที่แสนประเสริฐของลูก ที่สนับสนุนทุ่มเทให้ลูกได้ประสบความสำเร็จ  คราวนี้แหละค่ะ อาการแพ้ไม่เป็นก็จะเกิดกับคุณพ่อคุณแม่เอง  อยากให้ลูกได้รางวัล ไม่อยากให้ลูกแพ้หรือผิดหวัง  ความคาดหวังสูงต่อชัยชนะของคุณพ่อคุณแม่ไม่อาจรอดจากสายตาและความรู้สึกของลูกไปได้หรอกค่ะ แม้ปากจะบอกลูกว่า แพ้ก็ไม่เป็นไร  ความคาดหวังนำไปสู่ความมุ่งมั่น แต่หากเกินพอดี จะกลายเป็นความรู้สึกกดดัน กลัวแพ้ยังไม่เท่าไหร่ กลัวพ่อแม่ผิดหวังรุนแรงกว่า 
                สิ่งที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งของพ่อแม่นักล่ารางวัล (โดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง) คือ  การพยายามทำอย่างเพื่อให้ลูกได้ชัยชนะ  ไม่ว่าจะเป็นการตกรางวัลให้ครูผู้ฝึกซ้อมเพื่อให้ลูกได้รับโอกาสเป็นคนพิเศษในการรับคัดเลือก  การช่วยลูกสร้างผลงานเพื่อให้ลูกได้ผลงานที่ดีกว่าเด็กอื่นในการส่งเข้าประกวด และวิธีการอื่นๆ ที่ไม่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ลูกเรียนรู้ว่า การได้มาซึ่งชัยชนะอาจทำได้วิธีที่ไม่ใสสะอาด

อย่าประชดประชัน หรือเปรียบเทียบลูกกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
             การประชดประชันหรือเปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่นอยู่บ่อยๆ ด้วยความหวังอยากให้ลูกดีขึ้นกว่าเดิมโดยใช้คนอื่นเปรียบเทียบ  ลูกอาจดีขึ้นก็ได้  แต่ความสำเร็จแบบนี้ก็จะได้สิ่งที่น่ากลัวแฝงควบคู่มาด้วย คือ ความรู้สึกที่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่เสมอ จะแพ้คนอื่นไม่ได้  อย่างนี้ชีวิตหาความสุขยาก  แต่หากเราให้ลูกแข่งขันกับตัวเอง พยายามทำให้ดีกว่าเดิม  แล้วพ่อแม่คอยชื่นชม อย่างนี้ลูกจะมีความสุขไปพร้อมกับการพัฒนาตนเอง

  แพ้เป็น สร้างไม่ได้  หากตามใจกันไปทุกเรื่อง
                การตามใจลูกไปเสียทุกเรื่องนั้น  เป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิตของลูกอย่างยิ่งค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบคุมอารมณ์ วินัย  การแสดงออก ความก้าวร้าว  รวมไปถึงเรื่องของการสอนลูกให้แพ้เป็นด้วย  เพราะเด็กที่ได้รับการตามใจนั้นจะเคยชินกับความสมหวัง พอผิดหวัง หรือแพ้ ก็จะรู้สึกยอมรับความพ่ายแพ้ได้ยาก  ถ้าเป็นเด็กๆ ก็จะแสดงออกด้วยการโวยวาย  ต่อต้าน ร้องห่มร้องไห้  ถ้าไม่ฝึกฝนให้รู้จักแพ้เป็น ลูกก็จะโตเป็นคนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้  ไม่เอาชนะในทางที่ไม่ถูกไม่ควร  ก็ซึมเศร้าเสียใจจนเกินกว่าเหตุ

ให้ลูกรู้ว่า ความพ่ายแพ้  สอนให้เราเรียนรู้
                เมื่อลูกเผชิญกับความพ่ายแพ้  อารมณ์ความรู้สึกยามนั้น  คือ การเผชิญกับความผิดหวัง สิ่งที่พ่อแม่ควรเป็นอันดับแรก ทำคือ การพูดคุย ปลอบโยนลูก  ให้รู้ว่าลูกมีพ่อแม่เคียงข้างลูกเสมอไม่ว่าลูกจะชนะหรือแพ้  เมื่อลูกอารมณ์ดีและทำใจยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว ให้เอาเรื่องนี้มาคุยกับลูกว่า ในครั้งนี้ ทำไมเราจึงพลาดไป เราควรปรับปรุงตรงไหนบ้าง  แล้วให้ลูกพยายามใหม่   เราคงเคยเห็นภาพของพ่อแม่ที่ตำหนิดุด่าว่ากล่าวลูก หลังจากผลการตัดสินว่าลูกตกรอบ หรือไม่ได้ที่หนึ่งตามความมุ่งหวังของพ่อแม่  เห็นไหมล่ะ บอกให้ซ้อมๆ ก็เอาแต่เล่น....  เสียใจแล้วยังโดนซ้ำเติมอีก น่าส่งสารจริงๆ

ให้คุณค่ากับความพยายาม เพราะนั่นคือต้นทางของความสำเร็จที่แท้จริง
                ในการแข่งขันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ ของลูก หรือแม้แต่การแข่งขันที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเด็กๆ เช่น แข่งกันมาถึงโรงเรียนเป็นคนแรกของห้อง  ต้องชวนลูกพูดคุยให้เห็นถึงมุมมองที่สำคัญ คือ การเห็นคุณค่าของความพยายาม ที่สำคัญกว่าชัยชนะ เพราะชัยชนะนั้นไม่ได้ขึ้นกับตัวลูกแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องของคู่แข่งขัน กติกา สภาพร่างกายและจิตใจของลูกในขณะนั้น ประสบการณ์ และอื่นๆ อีกมาก  แต่ในทุกการแข่งขัน ทุกกิจกรรมที่ลูกทำด้วยความตั้งใจ  คือ หนทางสู่ความสำเร็จในชีวิตลูกในอนาคต  เพราะลูกได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้ ได้ฝึกความอดทน เพียรพยายาม  ซึ่งสิ่งนี้มีความสำคัญมากเป็นรางวัลของชีวิตที่ลูกได้รับอยู่แล้วในทุกการแข่งขัน ถ้าคราวนี้แพ้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องแพ้ตลอดไป
                อย่างไรก็ตาม ลูกจะยอมรับความ พ่ายแพ้ ได้หรือไม่นั้น  สำคัญอยู่ที่วิธีคิด และท่าทีของพ่อแม่  ที่จะเป็นคนที่ให้กำลังใจให้ลูกหรือทำให้ลูกเสียกำลังใจ หรือกดดันให้เกิดความเครียด  นั่นคือ สิ่งที่สะท้อนว่าพ่อแม่นั้นยอมรับความ พ่ายแพ้ ได้หรือไม่ ถ้าพ่อแม่เห็นว่าการแพ้เป็นธรรมดาของชีวิต  การแพ้ทำให้เราเพิ่มความพยายามเข้าไปอีก ความแพ้ทำให้เราเข้มแข็ง  ลูกก็จะมีพ่อแม่เป็นแบบอย่าง เป็นบรรทัดฐานของชีวิตที่พร้อมจะเผชิญกับชีวิตในอนาคต


 













 


วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

เมื่อชีวิตคู่กลายเป็นชีวิตครอบครัว

เมื่อรักของสองเรากลายเป็น สาม..สี่..ห้า
โดย ธิดา พิทักษ์สินสุข
   
ในชีวิตของคนเราคงมีหลายๆช่วง หลายๆห้วงในชีวิต ที่เป็นที่จดจำประทับใจจนไม่อาจลืมเลือน และหนึ่งในช่วงเวลาที่จะต้องติดอยู่ใน Top 5 ของช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืมเลือนของหลายๆชีวิต หลายๆครอบครัว คงหนีไม่พ้นช่วงชีวิตที่โลกทั้งโลกเป็นสีชมพู มีแสงแดด สายลม และสองเรา...เท่านั้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่าความหวานชื่นของชีวิตในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่ง และสภาวะเช่นนั้นก็จะเริ่มปรับเปลี่ยน ด้วยว่าโลกนี้จะไม่มีเพียงสองเราอีกแล้ว เพราะเราได้สร้างชีวิตใหม่ขึ้นมา เป็นผลิตผลอันแสนมีค่า จากความรักของสองเรา จากสองเริ่มเป็น สาม สี่ ห้า...


กำเนิดชีวิต กำเนิดของครอบครัว
new-baby-day-shes-born-flash-breaks-panic-sets-in-2928.jpg
          คงจะไม่เกินเลยนะคะที่จะบอกว่ากำเนิดชีวิต คือกำเนิดของชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ ตั้งแต่เล็กๆเราก็ท่องขึ้นใจมาตลอดว่า ครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ และ ลูก ดังนั้นก่อนที่จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ก็ต้องมีครอบครัวใหม่ ต้องมีโลกสีชมพูของสองเราเป็นต้นทางของการกำเนิดชีวิตน้อยๆที่จะมาเติมเต็มให้ครอบครัวใหม่กลาย เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ในวันที่เจ้าตัวน้อยเกิดมาอยู่ในอ้อมกอด เหมือนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิต เป็นความสุขที่ไม่สามารถจะบรรยาย และในวันที่คุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวน้อยกลับมาบ้าน วินาทีนั้นบ้านหรือครอบครัวก็กลายเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ในทันใด ชีวิตควรจะเปี่ยมไปด้วยความสุขของ พ่อ-แม่-ลูก ในโลกใบเล็กที่อบอวลไปด้วยสายใยรักของครอบครัวน้อยๆนี้ หากเพียงเราจะตระหนักว่าความชื่นชมยินดีของกำเนิดชีวิตน้อยๆนี้ จะมาพร้อมๆกับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่และหนักอึ้ง นี่พูดกันสำหรับครอบครัวทั่วๆไปที่จะต้องเลี้ยงลูกเองนะคะ ถ้าเราได้เข้าใจและเตรียมตัวรับกับภาระและหน้าที่นี้เป็นอย่างดี ชีวิตน้อยๆนี้ก็เป็นสิ่งที่จะมาสร้างเสริมและสานสัมพันธ์ของชีวิตคู่ให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น สิ่งที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นฝันเกินจริงเลย มันเกิดขึ้นจริงๆกับหลายๆครอบครัว เสียดายแต่ว่าไม่ใช่ทุกๆครอบครัวเท่านั้น คงจะดีนะคะ ถ้าทุกๆครอบครัวจะสามารถคงโลกสีชมพู คงความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ สร้างครอบครัวให้เป็นครอบครัวเปี่ยมสุข เป็นครอบครัวสุขสันต์ โลกใบโตๆที่ประกอบไปด้วยโลกใบเล็กๆเยอะแยะเหล่านี้คงจะน่าอยู่มากมาย

ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว
 ภาพจาก topnews.in
 การใช้ชีวิตคู่อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก การใช้ชีวิตคู่เป็นเรื่องที่ต้องการการดูแล การเอาใจใส่ซึ่งกันและกันอย่างเข้าใจ และพร้อมให้อภัยแก่กันเสมอ จริงๆดูก็ไม่น่ายากนะคะเพราะชีวิตคู่ส่วนใหญ่จะมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้วคือ เริ่มจาก “ความรัก” การดูแลเอาใจใส่คนที่เรารักเป็นเรื่องที่คนรักกันก็อยากทำให้กันอยู่แล้ว แต่ความยากมันจะมาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เราควบคุมได้บ้าง ควบคุมไม่ได้บ้าง จนอาจกลายมาเป็นปัญหา เป็นความกดดันที่ถาโถม จนบ่อยๆครั้งแค่ความรักอย่างเดียวก็ต้านไม่ไหว โดยเฉพาะเมื่อชีวิตคู่ที่เคยมีเพียงสอง เริ่มกลายเป็นสาม จากคู่สามี-ภรรยา กลายมาเป็นคุณพ่อ-คุณแม่ มือใหม่ หากไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจให้ดี บางครั้งบรรยากาศของความชื่นชมยินดีจากการมีสมาชิกใหม่ก็อันตธานหายไปได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
            เจ้าตัวน้อยนำความชุ่มชื่นหัวใจมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มน้อยๆ มือเล็กๆ หรือตัวแดงๆนุ่มนิ่ม พร้อมๆกันนี้เจ้าตัวน้อยก็ยังนำพาซึ่งเวลาส่วนตัวของเราที่น้อยลง เวลาของสองเราที่ลดลง เวลาสำหรับเพื่อนและครอบครัวที่หดหาย สิ่งที่เราได้เพิ่มขึ้นนอกจากความชื่นใจ ก็แถมมาด้วยความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย จากการอดหลับอดนอน ความทรุดโทรมจากการไม่มีเวลาดูแลตัวเองโดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกๆ หรือบางทีต่างฝ่ายต่างก็ทุ่มเทดูแลเจ้าตัวเล็ก จนไม่ได้ใส่ใจในกันและกัน สิ่งเหล่านี้หากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ละเลยมันไป ความอ่อนล้า การขาดการพูดคุยสื่อสาร การไม่มีเวลาให้กันและกัน ก็อาจก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ความขัดเคืองใจ  ที่จะค่อยๆสะสมทีละน้อย ผนวกกับการพักผ่อนที่น้อยลงและบ่อยๆครั้งก็ไม่เพียงพอจึงอาจทำให้เกิดอาการหงุดหงิดได้ง่ายขึ้น หากป็นเช่นนี้จากบรรยากาศของความชื่นมื่นรื่นรมณ์ ก็จะกลับกลายเป็นบรรยากาศของความตึงเครียดและยุ่งเหยิงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ชีวิตคู่ต้องสื่อสาร และแบ่งปัน

ภาพ จาก ehow.com
     ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตคู่ จากการเป็นคู่สามี-ภรรยา มาเป็นคู่
พ่อ-แม่ ที่จะต้องช่วยกันดูแลเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อย เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มักจะมีอะไรๆมากกว่าที่เราคิด หรือคาดถึง ดังนั้นการพูดคุยสื่อสารระหว่างคุณพ่อคุณแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ จะเป็นแนวคิดเรื่องวิธีการเลี้ยงลูกของแต่ละฝ่าย การจัดแบ่งภาระหน้าที่ ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะสุข จะเครียด หรือเหนื่อย การแบ่งปันสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างดูแลกันได้ง่ายขึ้นในภาวะเช่นนี้
            การจัดเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกัน ได้พูดคุยกันก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ในภาวะเช่นนี้เวลาไม่ใช่สิ่งที่จะหากันได้ง่ายๆเหมือนตอนที่มีเพียงสองเรา ดังนั้นเราจะมีเวลาให้กันได้เราต้องจัด ต้องวางแผน อาจจะเป็นช่วงเวลาก่อนเข้านอนเพียงวันละ 10-15 นาที ที่คุณพ่อคุณแม่จะพูดคุยแบ่งปันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ความรู้สึกต่างๆ บอกเล่าถึงความชื่นชมยินดีจากความสำเร็จในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ได้ทำในวันนั้น  รวมทั้งการเล่าถึงความน่ารักน่าชังของเจ้าตัวเล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆวัน และถ้าเป็นไปได้ก็หาเวลาไปทานอาหารหรือทำกิจกรรมร่วมกันตามลำพังบ้างเป็นครั้งคราว ชีวิตครอบครัวที่ตอนนี้เป็นสามก็คงสุขไม่น้อยกว่าตอนที่เป็นสอง แต่กลับจะเพิ่มมากขึ้น
            หากบางครั้งบางคราวที่เกิดความขัดแย้งหรือข้อโต้แย้ง ก็ควรคุยกัน หาทางออก แนวทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับได้ แต่ต้องเตือนใจตัวเองไว้เสมอว่าต่างฝ่ายต่างต้องรู้จักที่จะประณีประนอมกัน ถ้าทำได้เช่นนี้จนเป็นวิถีปฏิบัติของครอบครัว วันหนึ่งเจ้าตัวเล็กก็จะเรียนรู้ว่า บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะขัดแย้งหรือโต้เถียงกันบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่จะ
ภาพจาก people.uwec.edu
              อย่าลืมนะคะ ยิ่งคุณมีความรู้สึกดีๆมากเท่าไหร่ คุณก็จะรู้สึกดีและสนุกกับบทบาทของการเป็นคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นเท่านั้น ดูแล สุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ดีนะคะ แล้วครอบครัวที่สมบูรณ์ของคุณ     จะอบอวลไปด้วยความรักและความสุขสันต์แน่นอนค่ะ